แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทางหลวง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทางหลวง แสดงบทความทั้งหมด

การขออนุญาตสร้างทางเชื่อมเข้าออกทางหลวงแผ่นดิน

 ลักษณะและตำแหน่งทางเชื่อมเข้าออกทางหลวงสำหรับอาคารทั่วไป
·       ทางเชื่อมใกล้บริเวณทางแยก
(1) ห้ามมิให้มีทางเชื่อมในช่วงช่องทางเลี้ยว (Turning Roadway) ในทางแยกและตามแนวการมองเห็น (Line of sight) ซึ่งได้กำหนดไว้ในแบบทางแยกนั้น
 (2) สันขอบทางหรือไหล่ทางเชื่อมด้านใกล้ทางแยก ต้องห่างจากจุดตัดของเขตทางหลวง หรือจุดตัด ระหว่างแนวครอบครองที่ใกล้ทางแยกกับเขตทางหลวง สำหรับทางในเมืองไม่น้อยกว่า 30 เมตร และทางนอกเมืองไม่น้อยกว่า 50 เมตร
 (3) บริเวณทางแยกต่างระดับหรือชุมทางต่างระดับ จะพิจารณากำหนดให้เป็นแห่งๆ ไป

·       ทางเชื่อมที่อยู่ใกล้สะพาน
(1) สะพานราบ (ช่วงทางหลวงที่เข้าหาสะพานที่มีความลาดชันระหว่าง 0 – 3 %)
      - ทางเชื่อมใกล้สะพานที่อยู่ในเมือง ให้ระยะจากขอบทางเชื่อมด้านใกล้สะพานห่างจากคอสะพาน ไม่น้อยกว่า 15 เมตร
       - ทางเชื่อมใกล้สะพานที่อยู่นอกเมือง ให้ระยะจากขอบทางเชื่อมด้านใกล้สะพานห่างจากคอสะพาน ไม่น้อยกว่า 30 เมตร
 (2) สะพานโค้งตั้ง ที่มีความลาดชัน 3 – 6 % จุดทางเชื่อมต้องห่างจากจุดเริ่มต้นโค้งตั้งและจุดปลายโค้งตั้ง ดังนี้
          - ทางเชื่อมใกล้สะพานที่อยู่ในเมือง ให้ระยะจากขอบทางเชื่อมด้านใกล้สะพานห่างจากต้นและ ปลายโค้งตั้งไม่น้อยกว่า 20 เมตร
          - ทางเชื่อมใกล้สะพานที่อยู่นอกเมือง ให้ระยะจากขอบทางเชื่อมด้านใกล้สะพานห่างจากต้นและปลายโค้ง ตั้งไม่น้อยกว่า 40 เมตร
·       ทางเชื่อมที่อยู่ใกล้ทางรถไฟ ให้ขอบทางเชื่อมด้านใกล้ทางรถไฟห่างจากรางรถไฟไม่น้อยกว่า 30 เมตร
·       ทางเชื่อมที่อยู่ในโค้งราบ  จะต้องมีระยะการมองเห็นที่เพียงพอ และสามารถหยุดรถได้ทัน ห้ามมิให้ทางเชื่อม บริเวณโค้งราบที่มีรัศมีน้อยกว่า 100 เมตร


รายละเอียดการวางท่อระบายน้ำ
(1) ขนาดและประเภทของอาคารระบายน้ำจะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของแต่ละสายทาง
 (2) ในกรณีที่มีคูน้ำอยู่เดิมให้พิจารณาขนาดของอาคารระบายน้ำ โดยให้ช่องเปิดของอาคารระบายน้ำ กว้างไม่น้อยกว่า 3/4 ของความกว้างของคูน้ำนั้น และจะต้องสูงกว่าระดับน้ำสูงสุด โดยให้ส่วนของอาคารระบายน้ำสูงกว่า ระดับน้ำสูงสุด
  (3) โดยทั่วไปให้ใช้ท่อ คสล. อย่างน้อย 1 – ? 0.60 เมตร
   (4) ในเขต กทม. และปริมณฑล ให้ใช้ท่อขนาด 2 - ? 1.00 เมตร หรือท่อ Box culvert หากร่องน้ำ ไม่กว้างพอให้ใช้ขนาด 1 - ? 1.20 เมตร

                       2.1.6 ลักษณะผิวจราจรของทางเชื่อมที่ขออนุญาต จะต้องทำผิวทางอย่างน้อยให้เป็นลักษณะเดียวกับทางหลวง บริเวณนั้น ให้มีความยาวอย่างน้อยถึงเขตทางหลวง กรณีผิวจราจรทางเชื่อมเป็นคอนกรีตแต่ผิวทางหลวงเป็น ชนิดลาดยาง ให้สร้างทางเชื่อมผิวคอนกรีตบรรจบทางหลวงที่ขอบไหล่ทาง และปรับปรุงไหล่ทางลาดยางให้มีความ แข็งแรงเท่าทางจราจร
                             (1) ความกว้างของผิวจราจรทางเชื่อมจะต้องไม่กว้างกว่าผิวจราจรทางหลวงบริเวณนั้น กรณีผู้ขออนุญาต จะปรับปรุงขยายทางหลวงที่บริเวณทางเชื่อมด้วย เช่น สร้างช่องจราจรชะลอความเร็วและเร่งความเร็วให้ความกว้าง ของผิวจราจรไม่เกิน 7.00 เมตรต่อทิศทาง

หลักเกณฑ์และข้อกำหนดเงื่อนไขในการปลูกสร้างอาคารริมเขตทางหลวง

            1. การปลูกสร้างอาคารริมเขตทางหลวงทั่ว ๆ ไป ที่ไม่มีพระราชกฤษฎีกาควบคุมการปลูกสร้างอาคาร ตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 49
               1.1 อาคารพักอาศัย ตึกแถวหรืออาคารพาณิชย์ ที่ไม่เกิน 4 ชั้น อาคารขนาดเล็กทั่ว ๆ ไป แนวกันสาดหรือส่วนที่ยื่นนอกสุดของอาคาร ต้องห่างจากเขตทางหลวงไม่น้อยกว่า 6.00 เมตร และต้องก่อสร้างเป็นโครงสร้างถนน
               1.2 อาคารสูง โรงงานอุตสาหกรรม ห้างสรรพสินค้า หมู่บ้านจัดสรร อาคารสำนักงาน โรงภาพยนตร์ สนามกีฬา สถานพยาบาล สถานศึกษา ตลาดหรือกิจการอื่น ๆ ที่ทำให้ประชาชนมาชุมนุมกันเป็นจำนวนมากๆ แนวกันสาดหรือส่วนยื่นนอกสุดของอาคารต้องห่างจากเขตทางหลวงอย่างน้อย 6.00 เมตร เพื่อสร้างเป็นถนนและจะต้องมีพื้นที่จอดรถในที่ดินของผู้ขอเพียงพอตามหลักเกณฑ์ของกรมทางหลวง และต้องรับผิดชอบในการป้องกันแก้ไขปัญหาการจราจรและความปลอดภัยของผู้ใช้ทางหลวง ดังต่อไปนี้แล้วแต่กรณี เช่น
                     1.2.1 สร้างสะพานลอยคนเดินข้าม
                     1.2.2 ขยายช่องจราจรสำหรับการรอเลี้ยวเข้าหรือออกจากพื้นที่ของโครงการ
                     1.2.3 จัดสร้างที่หยุดรถประจำทางพร้อมศาลาที่พัก
                     1.2.4 ติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่าง
                     1.2.5 ติดตั้งสัญญาณไฟจราจร ป้ายจราจร เครื่องหมายจราจรบนผิวทาง เครื่องหมายนำทาง
                     1.2.6 ขยายเขตทางหลวง
                     1.2.7 งานอื่น ๆ ที่จำเป็น
                     1.2.8 และในกรณีที่จะปล่อยน้ำลงสู่เขตทางหลวงจะต้องเป็นน้ำที่ผ่านการบำบัดไม่มีพิษ หรือเน่าเหม็น หรือมีสารเคมีที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อม เจ้าของโครงการฯต้องก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย
           2. สำหรับริมเขตทางหลวงที่มีพระราชกฤษฎีกาห้ามมิให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ในที่ดินริมเขตทางหลวงตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 49
               2.1 อาคารที่พักอาศัย อาคารพาณิชย์ อาคารขนาดเล็กทั่วไป แนวกันสาดหรือส่วนยื่นนอกสุดของอาคาร ต้องห่างจากเขตทางหลวง 6.00 เมตร อาคาร สถานีบริการน้ำมัน - เชื้อเพลิง หรือก๊าซ แท่นจำหน่าย ห่างจากเขตทางหลวง 6.00 เมตร
               2.2 อาคารขนาดใหญ่ตามข้อ 1.2 แนวกันสาดหรือส่วนยื่นนอกสุดของอาคารต้องห่างจากเขตทางหลวง
สำหรับอาคารตึกแถวเว้นระยะ 6.00 เมตร สำหรับโรงงาน - อุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน อาคารจอดพักยานพาหนะ ห้างสรรพสินค้า สถานพยาบาล ฯลฯ เว้นระยะ 10.00 เมตร สำหรับสนามกีฬา สถานศึกษา ตลาด งานออกร้าน หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่ทำให้ประชาชนมาชุมนุมกันเป็นจำนวนมากเว้นระยะ 40.00 เมตร และต้องรับผิดชอบในการป้องกันแก้ไขปัญหาการจราจรและความปลอดภัยตามกฎเกณฑ์ของกรมทางหลวงแล้วแต่กรณี ตามข้อ 1.2.1 - 1.2.8
               2.3 ระยะเว้นที่ว่างด้านหน้าต้องก่อสร้างเป็นถนนมีผิวจราจรกว้างไม่น้อยกว่า 6.00 เมตร หรือ 10.00 เมตร แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ระยะเว้นที่ว่างด้านหน้าอาคารดังกล่าวข้างต้นจะต้องไม่น้อยกว่าบทบัญญัติของท้องถิ่น หรือหลักเกณฑ์ข้อกำหนดอื่น ๆ ที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ

ขั้นตอนการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย

  1.  การสำรวจที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และต้นไม้ยืนต้น การทางพิเศษฯ จะแจ้งกำหนดวันเข้าทำการสำรวจเป็นหนังสือ ให้เจ้าของทรัพย์สินทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน
  2. การกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินที่ถูกเวนคืนจะดำเนินการ โดยคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแต่งตั้งประกอบด้วย ผู้แทนของการทางพิเศษฯ 1 คน ผู้แทนกรมที่ดิน 1 คน ผู้แทนหน่วยงานอื่นของรัฐ 1 คน ผู้แทนสภาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำหน้าที่กำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์ ที่จะต้องเวนคืนและจำนวนเงินค่าทดแทน
  3. การกำหนดค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์จะกำหนดให้แก่บุคคลดังต่อไปนี้
    • เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งที่ดินที่ต้องเวนคืน
    • เจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่รื้อถอนไม่ได้ ซึ่งมีอยู่ในที่ดินที่ต้องเวนคืนนั้น ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา หรือได้ปลูกสร้างขึ้นภายหลังโดยได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่
    • ผู้เช่าที่ดิน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นในที่ดินที่ต้องเวนคืน แต่การเช่านั้นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ซึ่งได้ทำไว้ก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา หรือได้ทำขึ้นภายหลังโดยได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ และการเช่านั้นยังมิได้ระงับไปในวันที่เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ ได้เข้าครอบครองที่ดิน โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว แต่เงินค่าทดแทนในการเช่านี้พึงกำหนดให้เฉพาะที่ผู้เช่าได้เสียหายจริง โดยเหตุที่ต้องออกจากที่ดินโรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวก่อนสัญญาเช่าระงับ
    • เจ้าของต้นไม้ยืนต้นที่ขึ้นอยู่ในที่ดินในวันที่ใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา
    • เจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่รื้อถอนได้ ซึ่งมีอยู่ในที่ดินที่ต้องเวนคืนนั้นในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องไม่เป็นผู้ซึ่งจำต้องรื้อถอนโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไป เมื่อได้รับแจ้งจากเจ้าของที่ดิน เงินค่าทดแทนตามข้อ 3.5 นี้ พึงกำหนดให้เฉพาะค่ารื้อถอนค่าขนย้ายและค่าปลูกสร้างใหม่ (ในสภาพเดิม)
    • บุคคลผู้เสียสิทธิในการใช้ทาง วางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าหรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินที่ต้องเวนคืนนั้นตามมาตรา 1349 หรือมาตรา 1352 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง  และพาณิชย์ ในกรณีที่บุคคลเช่นว่านั้นได้จ่ายค่าทดแทนในการใช้สิทธิดังกล่าวให้แก่เจ้าของที่ดินที่ต้องเวนคืนแล้ว
  4. การกำหนดค่าทดแทนจะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดโดยคำนึงถึง
    • ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา
    • ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่
    • ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม
    • สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น
    • เหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืน
    • การได้ประโยชน์และเสียประโยชน์จากการเวนคืน
    • ค่าทดแทนความเสียหายที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืน การทางพิเศษฯ จะจ่ายเงินค่าทดแทนให้ได้เมื่อพิสูจน์ได้ว่าค่าเสียหายนั้นมีอยู่จริง โดยมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า มีอยู่จริงตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม
  5. การปิดประกาศราคาที่กำหนด เมื่อคณะกรรมการฯ ได้กำหนดราคาค่าทดแทนแล้ว จะปิดประกาศราคาไว้ตามสถานที่ที่กฎหมายกำหนด เช่น ที่ทำการการทางพิเศษฯ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขา สำนักงานเขต ที่ว่าการอำเภอ เป็นต้น
  6. การจัดทำสัญญาซื้อขายเมื่อคณะกรรมการฯ ได้กำหนดค่าทดแทนแล้ว การทางพิเศษฯจะมีหนังสือแจ้งให้เจ้าของทรัพย์สินมาทำสัญญาซื้อขาย
  7. การจ่ายเงินค่าทดแทนเมื่อทำสัญญาซื้อขายแล้ว การทางพิเศษฯ ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนทั้งหมดให้แก่เจ้าของทรัพย์สินภายในเวลา 120 วัน นับแต่วันทำสัญญาซื้อขาย กรณีเป็นที่ดินและถูกเวนคืนทั้งแปลงเจ้าของทรัพย์สินต้องส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินตามสัญญาซื้อขายให้แก่การทางพิเศษฯ ในวันรับเงินค่าทดแทนกรณีที่ดินถูกเวนคืนบางส่วน เจ้าของทรัพย์สินต้องยื่นคำขอรังวัดแบ่งขาย ณ สำนักงานที่ดินที่ที่ดินตั้งอยู่ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับเงินค่าทดแทน และส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินตามสัญญาซื้อขายให้แก่การทางพิเศษฯ เมื่อประกาศใช้พระราชกฤษฎีกา และมีประกาศกำหนดให้การเวนคืน เป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนแล้ว หากเจ้าของทรัพย์สินไม่ยินยอมทำสัญญาซื้อขาย หรือทำสัญญาซื้อขาย แต่ไม่มารับเงินค่าทดแทนภายในกำหนดเวลา การทางพิเศษฯ จะนำเงินไปวางโดยนำเงินไปฝากธนาคารออมสินในชื่อของผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน ถ้าเจ้าของทรัพย์สินไม่ร้องขอรับเงินภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ได้นำเงินฝากธนาคารออมสิน เงินค่าทดแทนนั้นจะตกเป็นของแผ่นดิน
  8. การใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อครอบครองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง
    • กรณีทำสัญญาซื้อขาย ถ้าเจ้าของไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง เจ้าหน้าที่มีสิทธิที่จะรื้อถอนได้ตามสัญญาซื้อขาย
    • กรณีไม่ทำสัญญาซื้อขาย เจ้าหน้าที่จะดำเนินการวางเงิน แจ้งครอบครองและรื้อถอนตามกฎหมายต่อไป
ที่มาข้อมูล การทางพิเศษฯ

สิทธิ หน้าที่ และผลประโยชน์ของผู้ถูกเวนคืน จากการทางพิเศษ

1.       อนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้าสำรวจ ปักหลักแนวเขตทาง 
2.       ยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินต่อสำนักงานที่ดิน โดยค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการรังวัดแบ่งแยก การทางพิเศษฯ จะเป็นผู้จ่ายเอง
3.       นำชี้หมุดหลักเขตที่ดิน
4.       นำสำรวจสิ่งปลูกสร้าง ต้นไม้ยืนต้น
5.       แสดงเอกสารที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน หลักฐานกรรมสิทธิ์ที่ดิน (โฉนด น.ส.3, น.ส.3 ก ฯลฯ) ทะเบียนสมรสและอื่นๆ เช่น เอกสารแสดงรายได้จากการเช่าหรือประกอบการค้า หลักฐานการเสียภาษี หรือ รายได้จากการประกอบอาชีพอันชอบด้วยกฎหมายตามที่เจ้าหน้าที่ร้องขอ
6.       ให้ถ้อยคำแก่เจ้าหน้าที่ตามความจริง
7.       ลงชื่อรับรองการให้ถ้อยคำ รับรองแนวเขตที่ดิน รับรองรายละเอียดสิ่งปลูกสร้าง และรับรองต้นไม้ยืนต้น
8.       กรณีตกลงราคาหรือทำสัญญาที่ดิน เจ้าของมีหน้าที่ไปแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนหรือจดทะเบียน โดยเจ้าหน้าที่เป็นผู้ประสานงานดำเนินการกับสำนักงานที่ดิน
9.       ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ค่าธรรมเนียมและค่าอากรแสตมป์
10.    กรณีที่ดินติดจำนองจะต้องดำเนินการปลอดจำนองก่อน หรือได้รับความยินยอมจากผู้รับจำนองเป็นหลักฐานก่อนรับเงิน
11.    มีสิทธิได้รับตอกเบี้ยในกรณีที่การทางพิเศษฯ จ่ายเงินค่าทดแทนพ้นกำหนด 120 วัน นับแต่วันทำสัญญาซื้อขายนั้น
12.    หากไม่พอใจในราคาหรือจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการฯ กำหนดสามารถรับเงินไปก่อน แล้วยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมภายใน 60 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทน โดยสามารถยื่นอุทธรณ์เป็นตัวหนังสือด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปที่กระทรวงคมนาคม ถนนราชดำเนินนอก แขวงโสมนัส เขตป้อมปราบฯ กรุงเทพฯ 10110
13.    มีสิทธิฟ้องคดี แยกได้ 2 กรณี คือ 
·         กรณีที่ผู้อุทธรณ์ได้รับแจ้งผลการวินิจฉัยภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ยื่นอุทธรณ์ในกรณีนี้   ผู้อุทธรณ์มีสิทธิฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย ดังกล่าว
·         กรณีที่ยื่นอุทธรณ์ไว้จนระยะเวลาล่วงเลยมาจนครบ 60 วันแล้ว แต่ยังไม่ได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย ในกรณีนี้ผู้อุทธรณ์มีสิทธิฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ครบกำหนดเวลา 60 วัน ดังกล่าว 
14.    สิ่งปลูกสร้างที่ถูกเวนคืนบางส่วน เจ้าของจะร้องขอให้การทางพิเศษฯ พิจารณาเวนคืนส่วนที่เหลือซึ่งใช้การไม่ได้แล้วด้วยก็ได้ และหากการทางพิเศษฯ ไม่เวนคืนตามที่ร้องขอ เจ้าของมีสิทธิที่ร้องขออุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณา
15.    ที่ดินที่ถูกเวนคืนบางส่วน ถ้าส่วนที่เหลือน้อยกว่ายี่สิบห้าตารางวา หรือ ด้านหนึ่งด้านใดน้อยกว่าห้าวา และที่ดินส่วนที่เหลือนั้นมิได้ติดต่อเป็นผืนเดียวกันกับที่ดินแปลงอื่นของเจ้าของเดียวกัน หากเจ้าของร้องขอ ให้การทางพิเศษฯ เวนคืนหรือ จัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือนั้นด้วย

การจดทะเบียนโอนเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือแบ่งหักที่สาธารณประโยชน์

           หากเจ้าของที่ดินมีเจตนาอุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยตรง เช่นให้เป็นทางสาธารณะ และประสงค์จะให้มีการจดทะเบียนด้วย ก็ต้องนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปยื่นคำขอจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดิน โดยต้องนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินและหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น บัตรประจำตัวเจ้าของที่ดิน ฯลฯ หากต้องการให้ที่ดินเป็นทางสาธารณประโยชน์ทั้งแปลง ก็จดทะเบียนประเภท  โอนเป็นที่สาธารณประโยชน์
           เมื่อได้จดทะเบียนโอนเป็นที่สาธารณประโยชน์แล้ว หนังสือแสดงสิทธิในที่ดินฉบับเจ้าของที่ดินจะไม่คืนให้เจ้าของที่ดิน พนักงานเจ้าหน้าที่จะเก็บหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินฉบับเจ้าของที่ดิน เข้าสารบบของสำนักงานที่ดิน  
           หากเป็นการแบ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์บางส่วน ก็จะจดทะเบียนในประเภทแบ่งหักที่สาธารณประโยชน์โดยต้องทำการรังวัดแบ่งแยกส่วนที่เป็นทางสาธารณประโยชน์ออกไป เมื่อจดทะเบียนแบ่งหักที่สาธารณประโยชน์เรียบร้อยแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะคืนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้เจ้าของที่ดินไป
           ในกรณีที่ส่วนที่เป็นทางที่เจ้าของที่ดินประสงค์จะแบ่งหักออกไปนั้นอยู่ตอนกลางที่ดิน ทำให้แยกที่ดินออกจากกันเป็นหลายแปลง นอกจากจะขอจดทะเบียนแบ่งหักเป็น ที่สาธารณประโยชน์แล้ว ควรจะต้องขอจดทะเบียนแบ่งแยกในนามเดิมเพิ่มเติมด้วย เพื่อให้ที่ดินแต่ละส่วนมีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินประจำแต่ละแปลง
           สำหรับการขอโอนหรือแบ่งหักที่ดินของผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์หรือผู้อนุบาลของคนไร้ความสามารถต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน จึงจะจดทะเบียนโอนหรือแบ่งหักที่ดินของผู้เยาว์และคนไร้ความสามารถให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ได้

 โครงการก่อสร้างปรับปรุงถนน 29 โครงการ ของกรุงเทพมหานคร
















1. โครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนสรงประภา
2. โครงการปรับปรุงถนนเคหะร่มเกล้า (เพิ่มเติม)
3. โครงการปรับปรุงถนนเคหะร่มเกล้าส่วนต่อเนื่อง
4. โครงการก่อสร้างถนนพุทธมณฑลสาย 2 จากถนนเพชรเกษมถึงถนนเลียบทางรถไฟสายใต้
5. โครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล ช่วงจากถนนพระราม 2 ถึงสะพานข้ามคลองเชิงตาแพ
6. โครงการปรับปรุงถนนราษฎร์พัฒนา
7. โครงการถนนพุทธมณฑลสาย 1 จากถนนเพชรเกษมถึงสุดเขตกรุงเทพมหานคร
8. โครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนบางบอน 5 จากถนนเอกชนถึงถนนเลียบคลองภาษีเจริญฝั่งใต้
9. โครงการถนนไมตรีจิตรและถนนคลองเก้า
10. โครงการปรับปรุงถนนบางบอน 3 จากถนนเอกชัยถึงถนนเลียบคลองภาษีเจริญฝั่งใต้
11. โครงการก่อสร้างปรับปรุงซอยเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ซอย 28 ช่วงจากคลองโรงแถวถึงคลองต้นตาล และจากแยกซอยเฉลิมพระเกียรติร.9 ถึงวัดทุ่งเศรษฐี
12. โครงการถนนหทัยราษฎร์ (สุวินทวงศ์สายไหม)
13. โครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนพระยาสุเรนทร์ ตอนที่ 2 จากถนนพระยาสุเรนทร์ ตอนที่ 1 (กม. 1+200) ถึงถนนคู้บอน
14. โครงการปรับปรุงถนนคู้บอน (ช่วงที่ 2) จากจุดปรับปรุงแล้วถึงถนนหทัยราษฎร์
15. โครงการปรับปรุงถนนสะแกงาม
16. โครงการถนนพหลโยธิน-รัตนโกสินทร์สมโภช
17. โครงการถนนพัฒนาการ-สวนหลวง ร.9
18. โครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนศรีนครินทร์จากบริเวณแยกถนนพัฒนาการถึงถนนสุขุมวิท 103
19. โครงการก่อสร้างถนนเลียบคลองบางเขน เชื่อมถนนวิภาวดีรังสิตกับถนนพหลโยธิน ระยะที่ 3
20. โครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนรามคำแหงถึงถนนศรีนครินทร์ (ผ่านซอยรามคำแหง 24)
21. โครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนทวีวัฒนาช่วงจากถนนอุทยานถึงถนนเพชรเกษม
22. โครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนพุทธมณฑลสาย 3 ช่วงจากถนนเพชรเกษมถึงทางรถไฟสายใต้
23. โครงการก่อสร้างปรับปรุงซอยเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ซอย 28 ช่วงถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ถึงคลองโรงแถว
24. โครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนราษฎร์อุทิศ-ถนนเลียบวารีจากถนนสุวินทวงศ์ถึงบริเวณใกล้ถนนเชื่อมสัมพันธ์
25. โครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนบางกระดี่ ช่วงจากถนนพระราม 2 ถึงวัดบางกระดี่
26. โครงการต่อเชื่อมถนนจรัญสนิทวงศ์-ถนนกาญจนาภิเษก ช่วงจากถนนจรัญสนิทวงศ์ถึงคลองลัดวัดใหม่
27. โครงการต่อเชื่อมถนนจรัญสนิทวงศ์-ถนนกาญจนาภิเษก ช่วงคลองลัดวัดใหม่ถึงคลองกาญจนาภิเษก
28.โครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนสุขาภิบาล 2 ช่วงจากถนนอ่อนนุชถึงถนนวงแหวนรอบนอก
29. โครงการก่อสร้างถนนกรุงเทพกรีฑา-ร่มเกล้า

ที่มา กทม.2

การปลูกสร้างอาคารริมเขตทางหลวง

        หลักเกณฑ์และข้อกำหนดเงื่อนไขในการปลูกสร้างอาคารริมเขตทางหลวง            
              1. การปลูกสร้างอาคารริมเขตทางหลวงทั่ว ๆ ไป ที่ไม่มีพระราชกฤษฎีกาควบคุมการปลูกสร้างอาคาร ตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 49
               1.1 อาคารพักอาศัย ตึกแถวหรืออาคารพาณิชย์ ที่ไม่เกิน 4 ชั้น อาคารขนาดเล็กทั่ว ๆ ไป แนวกันสาดหรือส่วนที่ยื่นนอกสุดของอาคาร ต้องห่างจากเขตทางหลวงไม่น้อยกว่า 6.00 เมตร และต้องก่อสร้างเป็นโครงสร้างถนน
               1.2 อาคารสูง โรงงานอุตสาหกรรม ห้างสรรพสินค้า หมู่บ้านจัดสรร อาคารสำนักงาน โรงภาพยนตร์ สนามกีฬา สถานพยาบาล สถานศึกษา ตลาดหรือกิจการอื่น ๆ ที่ทำให้ประชาชนมาชุมนุมกันเป็นจำนวนมากๆ แนวกันสาดหรือส่วนยื่นนอกสุดของอาคารต้องห่างจากเขตทางหลวงอย่างน้อย 6.00 เมตร เพื่อสร้างเป็นถนนและจะต้องมีพื้นที่จอดรถในที่ดินของผู้ขอเพียงพอตามหลักเกณฑ์ของกรมทางหลวง และต้องรับผิดชอบในการป้องกันแก้ไขปัญหาการจราจรและความปลอดภัยของผู้ใช้ทางหลวง ดังต่อไปนี้แล้วแต่กรณี เช่น
                     1.2.1 สร้างสะพานลอยคนเดินข้าม
                     1.2.2 ขยายช่องจราจรสำหรับการรอเลี้ยวเข้าหรือออกจากพื้นที่ของโครงการ
                     1.2.3 จัดสร้างที่หยุดรถประจำทางพร้อมศาลาที่พัก
                     1.2.4 ติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่าง
                     1.2.5 ติดตั้งสัญญาณไฟจราจร ป้ายจราจร เครื่องหมายจราจรบนผิวทาง เครื่องหมายนำทาง
                     1.2.6 ขยายเขตทางหลวง
                     1.2.7 งานอื่น ๆ ที่จำเป็น
                     1.2.8 และในกรณีที่จะปล่อยน้ำลงสู่เขตทางหลวงจะต้องเป็นน้ำที่ผ่านการบำบัดไม่มีพิษ หรือเน่าเหม็น หรือมีสารเคมีที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อม เจ้าของโครงการฯต้องก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย
               2. สำหรับริมเขตทางหลวงที่มีพระราชกฤษฎีกาห้ามมิให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ในที่ดินริมเขตทางหลวงตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 49
               2.1 อาคารที่พักอาศัย อาคารพาณิชย์ อาคารขนาดเล็กทั่วไป แนวกันสาดหรือส่วนยื่นนอกสุดของอาคาร ต้องห่างจากเขตทางหลวง 6.00 เมตร อาคาร สถานีบริการน้ำมัน - เชื้อเพลิง หรือก๊าซ แท่นจำหน่าย ห่างจากเขตทางหลวง 6.00 เมตร
               2.2 อาคารขนาดใหญ่ตามข้อ 1.2 แนวกันสาดหรือส่วนยื่นนอกสุดของอาคารต้องห่างจากเขตทางหลวง
สำหรับอาคารตึกแถวเว้นระยะ 6.00 เมตร สำหรับโรงงาน - อุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน อาคารจอดพักยานพาหนะ ห้างสรรพสินค้า สถานพยาบาล ฯลฯ เว้นระยะ 10.00 เมตร สำหรับสนามกีฬา สถานศึกษา ตลาด งานออกร้าน หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่ทำให้ประชาชนมาชุมนุมกันเป็นจำนวนมากเว้นระยะ 40.00 เมตร และต้องรับผิดชอบในการป้องกันแก้ไขปัญหาการจราจรและความปลอดภัยตามกฎเกณฑ์ของกรมทางหลวงแล้วแต่กรณี ตามข้อ 1.2.1 - 1.2.8
               2.3 ระยะเว้นที่ว่างด้านหน้าต้องก่อสร้างเป็นถนนมีผิวจราจรกว้างไม่น้อยกว่า 6.00 เมตร หรือ 10.00 เมตร แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ระยะเว้นที่ว่างด้านหน้าอาคารดังกล่าวข้างต้นจะต้องไม่น้อยกว่าบทบัญญัติของท้องถิ่น หรือหลักเกณฑ์ข้อกำหนดอื่น ๆ ที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ

ตาม  พรบ. ทางหลวง พ.ศ. 2535 กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ดังนี้ 
       เมื่อมีความจำเป็นจะต้องควบคุมทางเข้าออกทางหลวง เพื่อการจราจรบนทางหลวงเป็นไปโดยรวดเร็วสะดวก หรือเพื่อความปลอดภัยในการจราจรบนทางหลวง ห้ามมิให้ผู้ใดดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งในที่ดินริมเขตทางหลวงทั้งสายหรือบางส่วน ดังต่อไปนี้            1. สร้างหรือดัดแปลงต่อเติมอาคารตามประเภท ชนิด หรือลักษณะที่กำหนดในกฏกระทรวง สถานีบริการน้ำมัน สถานีบริการก๊าซ สถานีบริการล้างหรือตรวจสภาพรถหรือติดตั้งป้ายโฆษณา ภายในระยะไม่เกิน 15 เมตร จากเขตทางหลวง
           2. สร้างศูนย์การค้า สนามกีฬา สนามแข่งขัน โรงมหรสพ สถานพยาบาล สถานศึกษา หรือจัดให้มีตลาด ตลาดนัด งานออกร้าน หรือกิจการอื่นที่ทำให้ประชาชนมาชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก ภายในระยะไม่เกิน 50 เมตร จากเขตทางหลวง ทั้งนี้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการทางหลวง
           ในการอนุญาตผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวง จะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดก็ได้    การกำหนดทางหลวงสายใดทั้งสายหรือบางส่วนที่จะห้ามมิให้ดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

ที่มา กรมทางหลวง

การสิ้นสภาพของการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

            สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันนี้ จะสิ้นสภาพจากการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเมื่อได้เลิกใช้โดยเด็ดขาด และได้มีกฎหมายถอนสภาพที่ดินจากการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วแต่ถ้าเพียงแต่เลิกใช้ชั่วคราว โดยมีเหตุให้ไม่ได้ใช้เพียงชั่วคราวก็ไม่ทำให้สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นหมดสภาพไปไม่ เช่น ทางสาธารณในฤดูฝนน้ำท่วมใช้ไม่ได้ชั่วคราว ก็หาทำให้ทางสาธารณะนั้นสิ้นสภาพจากการเป็นทางสาธารณะไปไม่

การขออนุญาตวางหรือเชื่อมท่อระบายน้ำ เพื่อระบายน้ำทิ้งลงสู่เขตทางหลวง

1. การขออนุญาตระบายน้ำจากที่ดินริมเขตทางหลวงลงสู่เขตทางหลวง            ผู้ขออนุญาตจะต้องแสดงแผนผังที่ตั้งของที่ดินและลำราง แม่น้ำ คลองต่าง ๆ ที่ใกล้เคียงต่าง ๆ ซึ่งการระบายน้ำสองข้างทางหลวงไปต่อเชื่อมอยู่ หรือมิได้ต่อเชื่อมอยู่ก็ตาม เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาอนุญาต
กรมทางหลวงจะอนุญาตให้มีการระบายน้ำลงสู่เขตทางหลวง เฉพาะบริเวณที่ท่อระบายน้ำหรือคูระบายน้ำ ของทางหลวงมีความจุหรือมีความสามารถเพียงพอที่จะรับปริมาณน้ำดังกล่าวได้
            ทั้งนี้ผู้ขออนุญาตจะต้องเสนอเอกสารเพื่อประกอบการพิจารณาดังต่อไปนี้
1.1 ระบบการกำจัดน้ำเสียก่อนที่จะระบายน้ำลงสู่เขตทางหลวง ซึ่งมีสถาบันทางราชการหรือวิศวกร ที่ได้รับอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมรับรอง
1.2 ใบอนุญาตหรือความยินยอมจากกรมชลประทาน กรมเจ้าท่า ฯลฯ ซึ่งเป็นผู้ดูแลลำราง แม่น้ำ คลอง ที่รับน้ำจากการระบายนั้น
1.3 การะระบายน้ำจากอาคารทั่วไปไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องมีการบำบัดน้ำเสีย จะต้องมีการก่อสร้างบ่อดักเศษขยะ ตะกอน และไขมัน
 2. ข้อกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมดังนี้ 
 2.1 ให้ก่อสร้างบ่อพักไขมันในที่ดินของผู้ขอฯ บริเวณริมเขตทางหลวงก่อนเชื่อมท่อระบายน้ำลงสู่ทางระบายน้ำ ในเขตทางหลวง และให้ผู้ขอฯจัดทำประตูน้ำสำหรับเปิดปิดเพื่อควบคุมการระบายน้ำไว้ด้วย ในกรณีที่น้ำระบายออกมาสกปรก จะสามารถปิดกั้นน้ำดังกล่าวไว้ได้
 2.2 น้ำที่ระบายออกมาจะต้องเป็นน้ำที่สะอาดได้ผ่านระบบบำบัดน้ำเสียเป็นน้ำดีแล้วเท่านั้น ห้ามระบายน้ำเน่าสกปรกลงสู่ทางระบายน้ำในเขตทางหลวง
 2.3 ผู้ที่ได้รับอนุญาตยินยอมให้เจ้าหน้าที่กรมทางหลวงเข้าตรวจสอบการระบายน้ำ และยินยอมปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ทุกประการ
2.4 ผู้ขอฯจะต้องดูแลทางระบายน้ำในเขตทางหลวงให้น้ำที่ระบายออกมาสามารถไหลผ่านลงสู่ คลองสาธารณะได้ ไม่ให้เกิดน้ำท่วมขังมีผลกระทบต่อโครงสร้างทางหลวง และความเสียหายของผู้อื่น ในกรณีที่มีปัญหา ผู้ขอฯต้องรับผิดชอบแก้ไข เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมตามที่แขวงฯกำหนดโดยผู้ขอฯเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายเองทั้งสิ้น
2.5 หากปรากฎหรือพบว่าผู้ได้รับอนุญาตไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้างต้น และน้ำที่ปล่อยมามีผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม กรมทางหลวงจะเพิกถอนการอนุญาตทันที โดยผู้ได้รับอนุญาตจะเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ จากกรมทางหลวงไม่ได้ และจะต้องรับผิชชอบต่อความเสียหายดังกล่าวที่เกิดขึ้น
3. วิธีการขออนุญาต 
ให้ผู้ขออนุญาตยื่นความจำนงผ่านหมวดการทาง , แขวงการทาง, สำนักงานบำรุงทาง ซึ่งรับผิดชอบบริเวณทางหลวงนั้น การยื่นขออนุญาตให้มีคำร้อง แบบแปลน และเอกสารสำคัญต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
3.1 คำขออนุญาตตามมาตรา 47 พรบ.ทางหลวง พ.ศ. 2535

3.2 แบบแปลนแผนผัง พร้อมรูปตัดแสดงการเดินท่อน้ำทิ้งภายในที่ดินผู้ขอฯจนกระทั่งมาบรรบจบ ท่อระบายน้ำทางหลวง หรือทางระบายน้ำทางหลวง
3.3 แบบแปลนและเอกสารตามข้อ 1
3.4 สำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขอฯ ในกรณีที่ผู้ขอฯเป็นเอกชน

3.5 ในกรณีที่บริษัท ห้างหุ้นส่วน ให้แสดงหนังสือจดทะเบียนบริษัทฯ ห้างหุ้นส่วนประกอบ และในกรณีที่มีการมอบอำนาจทำการแทน ต้องมีหนังสือมอบอำนาจพร้อมตราประทับของผู้มีอำนาจลงนามแทนบริษัทฯ ห้างหุ้นส่วน พร้อมสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับมอบอำนาจ
3.6 เอกสารและแบบแปลนในการขออนุญาตอย่างละ 4 ชุด สำหรับหนังสือมอบอำนาจฉบับแรกให้ติดอากรราคา 10 บาท